หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10357 : สุชาฎา ประพันธ์วงศ์


เรื่องเล่าจากองคมนตรี พระอัจฉริยภาพของในหลวง

ในการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงมีข้าราชการ บริพารหลายฝ่ายที่ได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท สนองพระราชโองการ สนองพระราชดำริต่างๆ เพื่อให้งานนั้นๆ สำเร็จลุล่วงไปได้ตามเป้าหมาย ซึ่งนอกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นข้าราชการแล้ว ยังมี "องคมนตรี" ทำหน้าที่ดังกล่าว

จึงนับว่า "องคมนตรี" เป็นอีกผู้หนึ่งหรือตำแหน่งหนึ่ง ที่มีความใกล้ชิดอย่างยิ่งกับพระมหากษัตริย์ เพราะโดยความหมายแล้ว "องคมนตรี" หมายถึงผู้มีตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์ นั่นเอง

คำว่า องคมนตรี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงบัญญัติขึ้น และได้พระราชทานตำแหน่งองคมนตรีแก่ข้าราชการระดับพระยาพานทอง หรือผู้ที่ทรงเห็นสมควร มีจำนวน 227 คน แต่มิได้ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาราชการแผ่นดินแต่ประการใด

ตำแหน่งองคมนตรีได้ประกาศยกเลิกไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475 แต่หลังจากมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2490 ฉบับชั่วคราว ได้มีบทบัญญัติแต่งตั้ง "คณะอภิรัฐมนตรี" ขึ้น 5 คน เป็นผู้บริหารราชการในพระองค์ และถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์ ทำหน้าที่เสมือนคณะผู้สำเร็จราชการในพระองค์ และเป็นคณะองคมนตรีที่ปรึกษาไปด้วยในขณะเดียวกัน

นับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรกของการมีตำแหน่งที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก ต่อมารัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2492 เปลี่ยนชื่อคณะอภิรัฐมนตรี เป็นคณะองคมนตรี แยกตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ออกต่างหาก คณะองคมนตรี จึงปฏิบัติหน้าที่เพียงถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์เพียงหน้าที่เดียวนับแต่นั้นจนปัจจุบัน

องคมนตรี จึงนับเป็นตำแหน่งที่ใกล้ชิดยิ่งกับพระมหากษัตริย์

ดังในงาน "60 ปี ครองราชย์ ประโยชน์สุข ประชาราษฎร์" ซึ่งคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ( กปร.) จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 7-9 กรกฎาคมที่ผ่านมา

มีการบรรยายถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่บรรยายโดย "องคมนตรี" ผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาท นายพลากร สุวรรณรัฐ

นายพลากรได้บรรยายถึงพระอัจฉริยภาพด้านการบริหารจัดการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานดังกล่าว โดยกล่าวว่าแนวความคิดในการบริหารจัดการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีด้วยกัน 3 ลักษณะ คือ

ประการแรก การที่ได้ทรงเป็นแบบอย่างในการบริการงาน โดยการวางแผนร่วมกันของทุกฝ่ายอย่างมีระบบ โดยพระองค์ทรงทำการบ้านก่อนทุกครั้ง ศึกษาถึงรายละเอียดของพื้นที่ที่จะเสด็จฯไป ทั้งจากเอกสารของทางราชการ และจากแผนที่ที่ทรงประมวลเก็บไว้ทุกระวางของประเทศไทย

องคมนตรีพลากรเล่าถึงประสบการณ์เมื่อปี 2536 ที่มีโอกาสรับเสด็จฯในช่วงที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปตรวจความก้าวหน้าในการสร้างคลองส่งน้ำ ที่อำเภอสายบุรี ซึ่งเป็นระบบชลประทานที่จะแก้ไขเรื่องของพรุ ดินเปรี้ยว เพื่อปรับปรุงพื้นที่ทำกินของประชาชนที่มีชาวไทยมุสลิมอยู่เป็นส่วนมาก

"ในวันที่เสด็จฯมีพี่น้องชาวไทยมุสลิมมาเฝ้ารับฯเสด็จหลายพันคน มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่มารอถวายฎีกาเรื่องปลาตาย โดยเอาปลาที่ตายใส่ลังมาทูลเกล้าฯ ถวายพระองค์ด้วย เมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯมาถึง ก็มีตัวแทนชาวบ้านทูลเกล้าฯ ถวาย ภาพถ่ายปลาตายลอยอยู่เต็มคลอง รับสั่งถามว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านก็ได้แต่ร้องไห้ไม่ตอบอะไร พระองค์มีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปหาสาเหตุ พอทราบสาเหตุว่า เกิดจากการที่มีการระบายน้ำไล่ดินเปรี้ยวมาลงคลองชาวบ้าน จึงมีการปรึกษาหารืออย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหา และพระราชทานแนวพระราชดำริให้เจ้าหน้าที่ชลประทานไปขุดคลองและลอกคลองบางสาย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องระบายน้ำมาสู่คลองที่ชาวบ้านเลี้ยงปลาอยู่ ภายใน 7 วัน เครื่องจักรเครื่องกลลงไปทำงานทันที พระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กรมชลประทานลงไปดำเนินการก่อน ใช้เวลา 2 อาทิตย์ มีคลองสายใหม่ มีการระบายน้ำเปรี้ยวลงทะเล โดยไม่ผ่านคลองชาวบ้าน แล้วได้พระราชทานชื่อคลองนี้ว่า "คลองปลาร้องไห้"

เมื่อเสด็จฯอีกครั้งหนึ่งในปีถัดมา ราษฎรกลุ่มเดิมก็มาเข้าเฝ้าฯ และนำปลาตัวโตมาทูลเกล้าฯ ถวาย ชาวบ้านกราบบังคมทูลว่า "ปลาไม่ร้องไห้แล้ว"

นายพลากรเล่าต่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงงานอย่างต่อเนื่อง พระองค์จะเสด็จกลับไปยังพื้นที่ที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริไว้ในปีก่อนๆ เพื่อทอดพระเนตรความก้าวหน้า และจะสรุปผลการดำเนินงานทั้งหมดด้วยพระองค์เอง

ประการที่สอง ทรงบริหารจัดการแบบบูรณาการ ตัวอย่างคือ ทรงสถาปนา "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ขึ้นเป็นตัวอย่างการทำงานแบบบูรณาการ ใช้ลักษณะของสหวิทยาการมาผสมผสานกันคือ ศูนย์แต่ละศูนย์จะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสื่อสารระหว่างคน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักวิชาการที่อยู่ในศูนย์ นักปฏิบัติ และพี่น้องเกษตรกร-ประชาชน

ประการที่สาม แนวคิดเรื่องการบริหารทรัพยากรแผ่นดินให้สอดคล้องกับสังคม ให้สอดคล้องกับภูมิสังคม ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า การพัฒนาต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ คือต้องศึกษานิสัยใจคอของคนในพื้นที่ที่จะไปพัฒนา จะบังคับให้เขาคิดเหมือนเรา ให้รู้สึกเหมือนเรา ไม่ได้

จบจากการบอกเล่าขององคมนตรีพลากร เป็น นายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี อีกผู้หนึ่งที่เล่าถึง พระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ

นายสวัสดิ์เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า น้ำคือชีวิตของคนไทย พระองค์ทรงตรากตรำพระวรกายติดต่อกันมาหลายสิบปี ในการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรทุกพื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ทุรกันดาร หรือท้องนาร้อนระอุ บางคราก็เสด็จฯไปป่าทะเลโคลน ค่ำมืด มีพระเจ้าแผ่นดินที่ไหนบ้างที่เสด็จฯเยี่ยมราษฎร์ของพระองค์จนถึงที่ทำกิน

นายสวัสดิเล่าว่า ทรงเคยพระราชทานสัมภาษณ์แก่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค เมื่อปี 2525 เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า

"เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า ราชอาณาจักรนั้นเปรียบเสมือนพิระมิด แล้วมีพระมหากษัตริย์อยู่บนยอด มีประชาชนอยู่ข้างล่าง แต่สำหรับประเทศไทยแล้วดูเหมือนทุกอย่างจะอยู่ตรงกันข้าม นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกปวดข้อและบริเวณหัวไหล่อยู่เสมอ"

*พระองค์รับสั่งเสมอว่า ทุกข์ของประชาชนคือทุกข์ของแผ่นดิน แต่ผมคิดว่าทุกข์ของประชาชนคือทุกข์ของพระเจ้าแผ่นดิน จากที่พระองค์ทรงงานหนัก*

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระปรีชาสามารถในเรื่องภูมิประเทศของประเทศไทยอย่างน่าอัศจรรย์ ทรงสามารถวางโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพระราชหฤทัยได้เลย สามารถคำนวณตัวเลขในพระราชหฤทัยได้อย่างรวดเร็ว ว่าสร้างเขื่อนนี้ขึ้นมาจะสามารถเก็บน้ำได้เท่าไร แล้วไปช่วยที่ไหนบ้าง ในการตามเสด็จฯ ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ถ้าพระองค์ทรงซักถามอะไรห้ามเดาเป็นอันขาด ถ้าไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้

"ขอยกตัวอย่างหนึ่งมาเล่าให้ฟัง เมื่อครั้งที่เสด็จฯไปทอดพระเนตรการสร้างฝายแห่งหนึ่ง โดยมีผู้ใหญ่ในกรม ผู้อำนวยการกอง เป็นผู้ถวายรายงาน มีการเตรียมท่องข้อมูลและรายงานอย่างคล่องแคล่ว หลังจากที่รายงานจบ พระองค์มีรับสั่งถามว่า "นายช่างสันฝายระดับเท่าใด" ผู้อำนวยการกองอึ้ง แต่คิดว่าตอบไปก็คงแล้วไป จึงตอบไปว่า +155 เมตร พระองค์หันพระพักตร์มามอง แล้วตรัสว่า "นายช่างถ้าระดับ +155 เมตร นี้มันจะท่วมหมู่บ้านนี้ทั้งหมู่บ้านที่อยู่เหนือน้ำนะ" ซึ่งความจริงแล้วคือ ผู้อำนวยการกองไม่ทราบก็ตอบไปแบบไม่รู้ ตั้งแต่นั้นมาผมพยายามจำว่า ไม่รู้ก็ต้องตอบว่าไม่รู้ เแต่ก็พลาดจนได้...

มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีรับสั่งถามผมว่า มีโครงการที่จังหวัดอุดรธานี โครงการนี้สำคัญมากเลยนะเก็บน้ำได้ 30-40 ล้านลูกบาศก์ เป็นประโยชน์มาก รับสั่งให้รีบสร้าง แล้วรับสั่งถามว่า ชื่อโครงการอะไรนะ ความจริงกราบบังคมทูลไปว่า ข้าพเจ้าจำไม่ได้ก็แล้วไป แต่มีโครงการที่คุ้นหูอยู่จึงได้ตอบไป พระองค์ท่านหันพระพักตร์มาแล้วตรัสว่า "อธิบดีเสียชื่อนะ" ผมรีบไปเช็คปรากฏว่าชื่อโครงการที่ตอบไปนั่นอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา คนละจังหวัด คนละลุ่มน้ำ จากนั้นมาผมเข็ดเลย

อีกครั้งหนึ่งเสด็จฯไปที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทอดพระเนตรแม่น้ำที่เห็นเป็นหุบเหวลึก ทรงชี้ไปในแผนที่ ซึ่งพวกเราหนักใจมาก เพราะว่าไม่รู้จักแผนที่แถวนั้น ให้ชาวบ้านนำทางแล้วก็วิ่งเข้าไปในท้องนา รถกระดอนขึ้นลงไปตามถนนลูกรัง วิ่งไปได้ประมาณ 2-3 กิโลเมตร ใจไม่ดีว่ามาถูกทางหรือเปล่า วิ่งไปอีกสักพักถึงทางตัน พระองค์ทรงขับรถพระที่นั่งเอง เมื่อเสด็จฯลงจากรถพระที่นั่ง มีรับสั่งว่า "อธิบดีจะพาฉันไปดิสโก้ที่ไหน ไปผิดแล้วจะต้องเลี้ยวขวาไม่ใช่เลี้ยวซ้าย เห็นรถนำมาก็เลยต้องขับตามมา"

เมื่อรถไปถึงที่แล้วก็ต้องเสด็จพระราชดำเนินไปอีกเกือบสองกิโลเมตรท่ามกลางความมืด ไปเจอที่ของชาวบ้านที่มีรั้วลวดหนามกั้นเป็นลวดหนามที่สูงมาก จึงใช้วิธีการดึงรั้วลวดหนามขึ้นแล้วลอดรั้วเข้าไป มีพระเจ้าแผ่นดินที่ไหนบ้างที่ลอดรั้วลวดหนาม เพื่อเข้าไปดูแหล่งน้ำมาช่วยเหลือราษฎร และเมื่อทรงลอดข้ามกลับออกมาแล้ว ยังหันมารับสั่งว่า "อย่าลืมไปซ่อมรั้วให้เขาด้วยนะ"

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และที่ปรึกษาสำนักงาน กปร. ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เล่าเสริมตรงนี้ ว่า "ความที่ทรงฝังพระทัยกับภูมิประเทศความละเอียดอ่อนของการสังเกตรอบๆ ทำให้ทรงจำทิศทางได้หมด พวกเราเสียอีกผู้เชี่ยวชาญนั่งเต็มรถ เครื่องมือวัดสารพัด แผนที่ก็เต็ม ทั้งทหาร อธิบดี ระดับด๊อกเตอร์ ตอนนั้นเป็นด๊อกไปหมดเลย"

เมื่อครั้งที่ไปจัดตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาก็มีเรื่องเล่าให้ฟัง ว่าในการกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับมูลนิธิ ชื่อประธานมูลนิธิ ก็ไม่กล้าใส่ชื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงไป พอมาถึงช่องบ้านเลขที่ ก็ไม่รู้ว่าจะใส่บ้านเลขที่อะไร เพราะว่าไม่รู้จริงๆ พอมาถึงช่องใส่เบอร์โทรศัพท์ ก็ไม่รู้อีกว่าสวนจิตรลดาฯเบอร์โทร.อะไร มาถึงช่องอาชีพ คราวนี้จนปัญญาจริงๆ จึงตอบไปว่าไม่ทราบอาชีพ เพราะว่าทำหลายอย่าง

หลังจากนั้นได้นำความกราบบังคมทูล เพราะอยากทราบเหมือนกันว่า พระมหากษัตริย์มีอาชีพอะไร ในส่วนของบ้านเลขที่กับเบอร์โทรศัพท์พอจะหาได้ จึงกราบบังคมทูลไปว่า ในช่องอาชีพนั้นจนปัญญาไม่ทราบว่าจะใส่อาชีพอะไร ข้าพระพุทธเจ้าตอบไม่ได้

พระองค์รับสั่งสวนกลับมาทันทีว่า "ทีหลังถ้าใครถามว่าฉันอาชีพอะไรให้ใส่ไปว่า ทำราชการ"
"ทำราชการ" ความหมายถึงทำงานในฐานะองค์ราชันย์ พวกเราคือข้าราชการ ทำอาชีพรับราชการ ผู้ที่รับงานจากองค์ราชามาทำ ซึ่งเวลานี้มักจะลืมเลือนสถานะของตัวเองไป นิยมใช้อย่างอื่น...

ตลอดระยะเวลา 60 ปี หน้าที่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือช่วยเหลือประชาชน พระองค์ทรงใกล้ชิดประชาชนมาก ภาพที่ทรงโน้มพระวรกายลงไปหาประชาชนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ ภาพของพระเจ้าแผ่นดินที่คุกเข่าต่อหน้าประชาชน ทรงประทับนั่งพับเพียบอยู่กลางดินกลางทราย สนทนาประชาชนเป็นภาพที่เห็นตลอดระยะเวลา 60 ปี ทรงตรากตรำพระวรกายเพื่อปวงชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน พสกนิกรทั้งหลายจะแสดงความจงรักภักดีเพียงแค่ใส่เสื้อเหลืองอย่างเดียวคงไม่พอ


เหล่าองคมนตรีทั้งหลายอยากให้ประชาชนชาวไทยปฏิบัติถวายพระองค์ ไม่ต้องมาก ขอเพียง 4 ข้อ ที่พระองค์ทรงขอไว้ คือ
1. จะพูด จะคิด จะทำอะไรขอให้ตั้งอยู่บนความเมตตา อย่าเกลียดชังกัน มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน
2. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามัคคีกัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างทำ ต่างแย่งชิงกันกอบโกย ช่วยกันประสานประโยชน์ ประเทศชาติดีเราก็ดีไปด้วย
3. ให้ประพฤติสุขจริต เคารพกฎกติกาสังคม กฎหมาย อย่างเสมอเหมือนเสมอภาค
4. ต่างฝ่ายต่างพยายามที่จะทำความคิดความเห็นของแต่ละคนให้อยู่ในเหตุผลและเที่ยงตรงอยู่เสมอ

*ลองนึกคิดทบทวนดูเถิด...*


--------------------------------------------------------------------------------

--------------------------------------------------------------------------------

เกมเลี้ยงไวรัสที่เห็นกันอยู่นี่คือเกมเลี้ยงไวรัสคับ


อ่ะๆ ไม่ใช่ไวรัสที่ไว้โจมตีเว็บหรือพวกที่ทำร้ายเครื่องเรานะคับ


มันเป็นเกมที่กันบนเว็บนะคับ


ไม่มีอันตรายแน่นอน 10000000%


คลิกที่รูปน้องหมาป่ากะหนูได้เรยนะคับ


แล้วก็เห็นเลขอะไรก็กดเลขนั้นนะคับ


ขอบคุณคับ แหะๆ


ส่วนอันนี้คือรายละเอียดวิธีการเล่นของเกมคับ


วิธีเล่น

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอบคุณนะคะ เรื่องดีๆทั้งนั้นเลย
ขัดกับบุคลิกเจ้าของบล็อกนะเนี่ย
อิอิ
วันนี้มีสาระที่ยาวมั่กๆจ๊ะ

แถมมีเกมสนุกคลายเครียดด้วยหรอ
แต่แม่มะเล่นด้วยอ่ะนะ อายเด็กๆจ้ะ

รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเยอะเลยนะจ๊ะ
น่ารักๆๆๆๆๆๆๆ

#2 By P Pu on 2006-12-06 22:12

แกล้งหรอจ๊ะ

เม้นแล้วหายไปไหนง่า

มาแก้ไขด่วนเลย เดี๋ยวนี้ด้วย

#3 By P Pu on 2006-12-06 22:14

อ๋อ ที่แม่บอกว่ามานหาย หุหุผมลืมอ่ะคับ
ยังไม่ได้แก้ใน CSS ตอนนี้มะค่อยว่าง
เพราะผมต้องปั่น โครงการให้เสด
เดวจารีบแก้ให้นะคับ

#4 By .-: นายน็อต :-. on 2006-12-07 18:23

sad smile tongue question wink cry สวัส

#5 By (203.172.218.89) on 2007-11-23 11:29

sad smile tongue question wink cry สวัส

#6 By (203.172.218.89) on 2007-11-23 11:29